หลายๆ คนอาจจะงงว่า อะไร? ทำไม? ต้อง ‘Payphone’ เพราะมันดูจะล้าหลังไปสักหน่อยสำหรับยุคสมัยที่ smart phone แทบจะครองโลกกันไปแล้ว แต่ด้วยฝีมือของวง Maroon 5 ร่วมกับ Wiz Khalifa ทำให้ ‘Payphone’ ของในยุคนี้ พูดได้ถึงรักและหมดรักได้ดีทีเดียว

 

 

ด้วยเสียง falsetto แบบของหนุ่ม Adam ที่ได้ยินจากทั้งเพลง  ‘Moves Like Jagger’ และ ‘Stereo Hearts’ ทำให้เพลงที่ติดหูอย่างเพลงลอยติดลมบนได้ในช่วงเวลาแค่ไม่นาน แถมยังมีเสียงออดอ้อนในท่อน chorus อีก ทำให้ฟังแล้วรู้สึกว่าสงสารผู้ชายคนนี้จัง แต่ถ้าสังเกตให้ดี Adam จะใช้เสียง falsetto แค่ตอนที่มีความหมายโรแมนติก ไม่ก็กำลังแสดงการโหยหาอยู่เท่านั้น ส่วนท่อนอื่นๆ ที่ดูเหมือนจะบ่นถึงรักที่ไม่ได้ดั่งใจ เสียงของ Adam จะเปลี่ยนเป็นหนักตามปกติ ซึ่งทำให้เราแยกแยะได้ออกถึงเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นระหว่าง Adam และคนรักเก่าของเขา

 

Wiz ได้เข้ามากับท่อนแรปที่ฟังตอนแรกบางคนอาจจะตั้งคำถามว่า มันอะไรกันวะ? Adam พร่ำบ่นถึงรักรันทด แต่ Wiz กลับมาพูดถึงเรื่องรถ เรื่องเงินเรื่องทอง เรื่องทำมาหากิน แต่มันไม่ได้ไร้สาระหรือขัดแย้งอะไรกันหรอก Wiz ก็เหมือนกับเพื่อนของ Adam ที่ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับความรัก Wiz บอกว่าถ้ารักมันแย่ขนาดนั้น ก็ช่างมัน แล้วมาตั้งหน้าตั้งตาทำมาหากินดีกว่า เงินมีสาวก็มาเองแหละ

 

 

MV Payphone มาค่อนข้างเป็น plot แตกต่างจาก 2 ตัวแรก ‘Misery’ และ ‘Moves Like Jagger’ ไม่รู้ว่าเป็น MV ตัวแรกด้วยหรือเปล่าที่ไม่เห็น Adam อ้าปากร้องเพลงเลย เนื้อหาของ MV ดูแตกต่างกับเพลง แต่จริงๆ แล้วค่อนข้างสอดรับกันมาก เพราะเหตุผลของตัวละครใน MV และเพลงมันเหมือนกัน ลองไปดูกันก่อนว่า MV จริงๆ สื่ออะไรออกมาบ้าง

Adam รับบทเป็นพนักงานธนาคารที่เบื่อทั้งชีวิตและเบื่อทั้งงาน แต่ในใจจริงๆ เขาอยากทำอะไรสักอย่างที่จะพิสูจน์ตัวเองว่าเขาก็เป็นคนเก่ง หรือเป็นฮีโร่ในสายตาของใครๆ ได้เช่นกัน เคยเป็นกันบ้างไหมที่บางทีก็อยากโชว์พาวโชว์ออฟให้ใครๆ เห็นว่าตัวเองเจ๋ง ก็เหมือนเรื่องความรักในเพลงที่ตัวละครหลักชายพยายามจะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้คนรักและความรักเก่ากลับมาดีเหมือนเดิม อยากเก่งสู้ใครๆ เขาได้ และทำให้คนรักได้เห็นว่าเขาปกป้องและรักคนรักคนนั้นได้ดีกว่าใครๆ อย่างที่ lyrics video ของเพลงนี้สื่อมาเป๊ะๆ เลย

 

 

แต่ทันใดนั้นเอง ไม่รู้ว่าโชคร้ายหรือโชคช่วย จู่ๆ ก็มีการปล้นธนาคารกลางย่านชุมชนเกิดขึ้น เป็นกลุ่มโจรติดอาวุธสงครามครบมือ แสดงโดยสมาชิกวง Maroon 5 คนอื่นๆ แต่ที่ขาดอยู่อย่างเดียวคือฝีมือเพราะขนาดรุมกันยิง Adam กระหน่ำขนาดนั้น ในขณะที่เขากำลังพาสาวสวยที่เขาหมายปองอยู่ซึ่งก็เป็นพนักงานธนาคารเช่นกัน ก็ไปโดนเสาและเคาท์เตอร์ซะเป็นส่วนใหญ่ ทั้งสองวิ่งหนีออกมาจากธนาคารและได้พบกับตำรวจที่ได้ล้อมไว้หมดแล้ว Adam ทิ้งปืนลงและทั้งสองยกมือขึ้นเพื่อให้ตำรวจรู้ว่าไม่ใช่โจร แต่ตำรวจเหมือนจะไม่ฟังอะไรทั้งสิ้น ยิงอย่างเดียว จึงเป็นที่มาของแผลที่ต้นแขนของ Adam

 

 

ทั้งสองวิ่งต่อไปใส่เกียร์หมาเพื่อหนีจากตำรวจที่เข้าใจผิดว่าทั้งสองเป็นโจร Adam เริ่มมอมแมมขึ้นเรื่อยๆ ตามไสตล์พระเอกหนังแอคชั่น แต่เหมือนพระเอกคนนี้จะรู้บทดีไปหน่อยว่าจะมีการปล้น เพราะนาทีที่ 1.45 จะมองเห็น ear plugs ในหูของ Adam ส่วนนางเอกก็ไม่ทิ้งลายหนังประเภทนี้ด้วยเหมือนกัน นั่นคือ สวยไม่สร่าง ไม่เลอะเทอะเปรอะเปื้อนแต่อย่างใด เว้นแต่มีรอยฟกช้ำที่คางเท่านั้น จนได้ไปเจอกับรถสปอร์ต Ford Cobra สีแดงของ Wiz ที่ไม่มีป้ายทะเบียน โถ... ก็ยังขับมาได้เนอะ Adam จึงตัดสินใจเป็นฮีโร่ขอฉายเดี่ยว มองตาสาวที่พามาด้วยและบอกให้หนีไป ส่วนเขาจะล่อตำรวจไปอีกทางเอง พระเอกที่สุดอะ

 

 

Adam ถูกไล่ล่าโดยตำรวจหลายนาย ต่างระดมยิงกันเพื่อให้เขาหยุดรถ แต่ใครจะไปหยุด เล่นรัวซะขนาดนั้น จนในที่สุดเขาก็สลัดตำรวจและหนีพ้นมาได้ บริเวณนั้นเอง Wiz ก็มาอยู่ด้วยพอดีอย่างกับเหาะมา แต่มันก็ไม่แปลกอะไร เพราะ Wiz เป็นเจ้าของเพลง ‘Roll Up’ ที่คอยวาร์ปไปหาสาวๆ ทุกครั้งที่โทรหาอยู่แล้ว

 

‘Whenever you need me, Whenever want me,

You know you can call me. I’ll be there shortly.’

‘เมื่อไรที่คุณต้องการผม เมื่อไรที่คุณอยากพบผม

คุณก็รู้นี่ว่าคุณโทรหาผมได้ แล้วแค่ไม่กี่อึดใจ ผมก็จะไปถึงตัวคุณ’

 

 

นอกจากรถตำรวจจะระเบิดจนวอดวายแล้วยังไม่พอ MV นี้ทำออกมาเป็นหนังแอคชั่นสั้นๆ แต่ต้องเอาให้ถึงที่สุด หลังจากที่ Adam ได้จอดรถ รถที่โดนกระสุนยิ่งถล่มมาอย่างสาหัสก็ได้ระเบิดขึ้นเพียงไม่กี่วินาทีหลังจากที่ Adam ได้ก้าวลงจากรถ นี่สิถึงจะเป็นฮีโร่ของจริง ถ้าจะรอดตายก็ต้องรอดตายแบบหวุดหวิด หลังจากนั้นเขาก็ได้ไปที่ตู้โทรศัพท์เพราะมือถือไม่มีสัญญาณเพื่อโทรหาหญิงคนที่เขาพาหนีออกมาจากธนาคารด้วย เหมือนกับส่ง message ถึงทั้งหญิงคนนั้นและคนรักของเขาในเพลงว่า ‘ผมทำเพื่อคุณได้ขนาดนี้แล้ว ทั้งเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายเพื่อให้ได้ความรักตอบกลับมาบ้าง ทีนี้ก็เป็นส่วนของคุณแล้ว ช่วยผมทีเถอะ’

 

และสุดท้ายนี้ เพื่อการอ่านบทแปลให้ได้ความเข้าใจถูกต้องมากยิ่งขึ้น จึงต้องขอให้ทำความเข้าใจกันตรงนี้ก่อน

1. Adam ใช้การร้องเสียง Falsetto (ตัวอักษรสีฟ้า) สำหรับท่อนที่มีความหมายโรแมนติกหรือโหยหาสำหรับตัวละครฝ่ายชายในเพลง และใช้การร้องเสียงค่อนข้าง Heavy (ตัวอักษรสีน้ำเงิน) สำหรับท่อนที่กล่าวถึงเรื่องราวความพยายามต่างๆ เพื่อที่ทำเพื่อตัวละครฝ่ายหญิง รวมถึงการบ่นด่าถึงความรักแย่ๆ ครั้งนี้อีกด้วย

2. เพลงใช้ช่วง Verse แรกเป็นถ้อยคำของตัวละครฝ่ายชาย ส่วน Verse ที่สองนั้นเป็นถ้อยคำของตัวละครฝ่ายหญิง

 

Payphone

ตู้โทรศัพท์

 

[ถ้อยคำของฝ่ายชาย ร้องโดย Adam Lavine]

I'm at a payphone trying to call home
All of my change I spent on you
Where have the times gone
Baby it's all wrong, where are the plans we made for two?

ผมอยู่ที่ตู้โทรศัพท์พยายามจะโทรกลับบ้าน [payphone เปรียบเสมือนสถานการณ์ของชายคนหนึ่งที่กำลังรอคอยการตอบรับจากคนรักที่เพิ่งจะเลิกรากันไป ทั้งหมดที่เขาทำเพื่อที่จะกลับไปที่ๆ เดิมที่เขาทั้งสองคนรัก]

ทุกเศษสลึงก็ใช้กดโทรหาแต่คุณไปหมดแล้ว [change หรือ เศษเงินที่ใช้โทรศัพท์ เปรียบเสมือนความอุทิศทุกเททุกอย่างที่เขามอบให้กับคนรักเพื่อพยายามจะให้คนรักกลับมาหา และอาจจะหมายถึงการปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อให้คนรักกลับมารักเขาก็ได้เช่นกัน]

แต่ไหนหล่ะเวลาค่าโทร? [แต่แล้วเขาก็ไม่เคยได้รับการตอบกลับเลยสักครั้ง]

ที่รัก ทุกอย่างมันรวนไปหมด ไหนล่ะไอ้แผนชีวิตต่างๆ ที่เราสองได้วางกันเอาไว้? [ทุกครั้งที่เราใช้บริการตู้โทรศัพท์สาธารณะ เมื่อหยอดเหรียญไปแล้วจะได้เวลาโทรกลับมา แต่โทรศัพท์เครื่องนี้มันรวนไปหมด กินเหรียญ ก็เหมือนกับว่าสิ่งที่เขาได้ทำลงไปมันไม่มีค่าในสายตาของคนรักเลย]

 

Yeah, I, I know it's hard to remember
The people we used to be