บทแปลเพลง Unconditionally ของ Katy Perry

posted on 25 Nov 2013 16:03 by roxamine in Katy

 

อีกหนึ่งเพลงที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจในอีกแง่มุมของความรักได้เป็นอย่างดี ‘Unconditionally’ จึงเป็นอีกหนึ่งเพลงของ Katy Perry ที่น่าจะประสบความสำเร็จ เพราะด้วยลักษณะเพลงแล้วดูจะไม่ทิ้งกับ ‘Firework’ สักเท่าไร ถึงแม้ความหมายของเพลงจะไม่ได้ยิ่งใหญ่เท่ากันก็ตาม อาจจะดูขัดหูขัดตาไปสักหน่อย เพราะหลังจากที่เธอลุกขึ้นมาแปลงร่างจะแมวน้อยกลายเป็นเสือดุ แล้วจู่ๆ ก็มาวางมาดนิ่งใช้น้ำเสียงทรงพลังให้กับเพลงรักเพลงนี้

 

 

 

 

แรงบันดาลใจสำหรับเพลงนี้ได้มาจาก John John Mayer แฟนหนุ่ม และการไปทำงานกับ UNICEF ที่มาดากัสก้า ในทวีป Africa เหตุการณ์ครั้งนั้นเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนในชีวิตของเธอและทำให้เกิดเพลงนี้ขึ้นมาได้ เนื้อหาของเพลงเกี่ยวกับการได้รักใครสักคน และการยอมรับสิ่งที่คนๆ นั้นเป็น ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เป็นคนดีแสนดีเพื่อที่จะให้เขารัก ไม่จำเป็นต้องหวั่นใจหรือหวาดกลัวต่ออะไร เพราะทุกๆ คนย่อมมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ไม่มีใครที่เกิดขึ้นมาโดยปราศจากทั้งสองสิ่ง ไม่มีใครเกิดมาพร้อมกับความสมบูรณ์แบบ การยอมรับและเข้าสิ่งนั้นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสร้างความสัมพันธ์ เป็นสิ่งที่ทำให้ความรักและความจริงใจเข้ามาเติมเต็มชีวิตได้

 

 

 

 

เรื่องราวของ MV ไม่ได้เป็นเรื่องเป็นราวอย่างแน่นอน จะมีก็แต่ภาพสวยๆ กับการเปรียบเปรยสถานการณ์ในความรักเท่านั้น แนวภาพจึงเป็นการรวมเข้าด้วยกันระหว่างยุคสมัยเรอเนสซองกับยุคสมัยใหม่ ทำให้นึกถึงภาพยนตร์ 2 เรื่อง นั่นคือ ‘Dangerous Liaisons’ จากปี ค.ศ. 1988 และ ‘Anna Karenina’ จากปี ค.ศ. 2012

 

 

 

 

ฉากหลักๆ ของ MV ที่เห็นจะมีอยู่ 2 ฉากด้วยกัน นั่นคือ ฉากที่เธอใส่ชุดสีขาวคล้ายชุดแต่งงานยืนท่ามกลางความมืดในขณะที่หิมะตกหนักแสดงให้เห็นถึงสภาวะทางจิตใจที่หวาดกลัว ไม่มั่นใจ และโดดเดี่ยว ส่วนอีกฉากหนึ่งเป็นฉากให้ห้องเต้นรำ สีสันอบอุ่น โปรยด้วยกลีบกุหลาบ ประดับประดาไปด้วยสิ่งต่างๆ รวมถึงการแต่งกายของแต่ละคนที่สะท้อนให้เห็นความมีชีวิตชีวา จึงหมายถึงอีกด้านหนึ่งของความรักที่มันจะสวยงามและมีความสุขที่จะอยู่ด้วยเสมอ

 

 

 

 

 

ส่วนหมู่มวลคนนั้นแสดงให้เห็นถึงคนที่แตกต่างกันไม่ว่าจะเป็น เด็ก คนวัยหนุ่มสาว วัยชรา คู่รักชายกับชาย คู่รักชายกับหญิงที่มีนิสัยต่างกัน ซึ่งล้วนแล้วเรียนรู้ที่จะรักและยอมรับกันและกันได้ทั้งนั้น

 

 

 

 

 

หากจะพูดถึงการเปรียบเทียบให้ชัดเจนยิ่งขึ้นก็คงต้องมองที่ละอย่าง เช่น ความแตกต่างของน้ำแข็งกับเปลวไฟ หิมะกับกลับดอกไม้ ชุดสีขาวและชุดสีน้ำตาล ใบหน้าที่ซีดขาวกับใบหน้าที่สดใส จะเห็นว่าทั้ง 2 ฉาก พยายามใช่สิ่งที่นำมาเปรียบเทียบกันได้เท่าๆ กันหมด

 

 

 

 

ฉากสำคัญที่จะไม่พูดถึงคงเป็นไปไม่ได้ ฉากที่เธอโดนรถพุ่งเข้าชนอย่างจังๆ เป็นการสะท้อนให้เห็นว่าการมีความรักครั้งใหม่ก็เหมือนกับมีอะไรวิ่งพุ่งเข้าชน ใน MV เธอมองเห็นรถวิ่งเข้ามาแล้วจึงตัดสินใจให้รถพุ่งเข้าชนเธอแบบเต็มๆ นั่นหมายถึงเธอมีความหวาดกลัวต่อรักครั้งใหม่ การที่จะยอมรับสิ่งที่คาดไม่ถึงของคนรัก ไม่ว่าจะเป็นนิสัยหรืออดีตที่ผ่านมาย่อมนำพามาซึ่งความเจ็บปวด เหมือนโดนคมกระจกรุมบาดเข้ามานับร้อยนับพันครั้ง แต่การที่เรียนรู้ที่จะยอมรับและเข้าใจกันและกันนั้น ก็คือการเปิดใจเพื่อสร้างรักใหม่ขึ้นมา ถึงจะต้องเจ็บ แต่ก็มีความสุข ภาพถัดมาจึงตัดไปที่เธอกำลังมีหมู่มวลดอกไม้กำลังพวยพุ่งจากทางด้านหลังของเธอแทน

 

 

 

 

ซึ่งฉากที่เธอโดนรถพุ่งชนนี้น่าจะได้แรงบันดาลใจในการทำภาพมาจาก MV เพลง Rabbit in Your Headlights ของ DJ Shadow & James Lavelle (UNKLE) ft. Thom Yorke ตั้งแต่นาทีที่ 4.22 เป็นต้นไป

 

 

 

 

 

 

อีกฉากหนึ่งที่สำคัญเช่นกัน เราจะเห็นเตียงที่มีไฟลุกท่วมอยู่ นั่นไม่ได้หมายถึงความรักที่มีล้นจนมันเผาให้เราตายไป แต่เป็นการเปรียบเตียงเป็นเสมือนบ้านหลังหนึ่ง เตียงสำหรับคนสองคนก็เหมือนกับรังรักของคนรักกัน ไฟหมายถึงปัญหาที่เกิดขึ้นและลุกลามไปไกล และมันก็เป็นหน้าที่ของคนสองคนที่รักกัน ต้องหันหน้าเข้าหากันและช่วยกันประคับประคองและแก้ปัญหาต่างๆ ให้จบลง ตามสำนวน ‘Bed on Fire’ ถ้าบ้านมันมีปัญหา คนในบ้านจะอยู่กันอย่างเป็นสุขได้อย่างไร ดังนั้น จะเห็นได้ว่า นอกจากการยอมรับและความเข้าใจที่จำเป็นต้องมีให้กันแล้ว การร่วมด้วยช่วยกันฝ่าอุปสรรคใดๆ ก็ตามก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ขาดไม่ได้ ถึงแม้ว่าความรักจำเป็นต้องจบด้วยกันจากลาก็ตาม จะได้ไม่มีใครมาโทษกันเอง ด่าทอกันเองกันไปแบบไม่รู้จบ

 

 

 

 

และภาพสุดท้ายที่เป็นบทสรุปของรักครั้งนี้ เธอนอนลงบนรถที่พังและปกคลุมไปด้วยดอกไม้สวยงาม นั่นหมายถึงความรักที่เกิดขึ้นอย่างไม่มีเงือนไขใดๆ ซึ่งสอดคล้องกับท่อนของเพลงที่ว่า ‘I will love you unconditionally’ เพราะ ‘Know that you are all worthy’

 

 

 

 

ส่วนใครต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเพลงและ MV นี้ เข้าไปรับชมกันได้ใน clip สัมภาษณ์นี้ครับ

 

Get More: Katy Perry, Music News

 

 

Unconditionally

รักไม่มีข้อแม้

 

Oh no, did I get too close?

Oh, did I almost see

What's really on the inside?

All your insecurities

All the dirty laundry

Never made me blink one time

ไม่นะ หรือว่าฉันเข้าใกล้มันเกินไป? [ระยะใกล้ในที่นี้หมายถึงการเข้าไปใกล้กับความรักครั้งใหม่ของเธอ เพราะความเจ็บปวดจากความรักครั้งที่แล้วยังเกาะกินหัวใจของเธออยู่ เธอจึงเกิดความกลัวที่จะก้าวผ่านและให้รักครั้งใหม่ได้เริ่มต้น]

ใกล้จนเกือบจะมองเห็น...

ว่าในใจของเธอจริงๆ แล้วคิดอย่างไร? [แต่ระยะใกล้ในท่อนนี้หมายถึงสิ่งที่อยู่ภายในใจของคนรักของเธอ ว่าคนรักของเธอจริงๆ คิดอย่างไรกับเธอ จะรักหรือจะร้ายกับเธอกันแน่]

จะความตะขิดตะขวง ไม่มั่นใจ

หรือจะเสื้อผ้าเปรอะเปื้อนทั้งหมดของเธอ... [‘All your securities’ หมายถึง สิ่งที่อยู่ภายใน ส่วน ‘Laundry’ หมายถึง สิ่งที่อยู่ภายนอก]

นั้นไม่เคยทำให้ฉันคลาดสายตาไปจากเธอได้เลยแม้สักครั้งเดียว [ซึ่งในอีกแง่มุมหนึ่งของความรัก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเปลือกนอกหรือภายในใจแล้วนั้น ไม่มีอะไรมาทำให้เธอละสายตาไปจากคนรักของเธอได้ ก็เพราะว่าเธอรักคนรักของเธออย่างไม่มีเงื่อนไขใดๆ]

 

Unconditional, unconditionally

I will love you unconditionally

There is no fear now

Let go and just be free

I will love you unconditionally

ไม่มีข้อแม้ ไร้ซึ่งเงื่อนไข

ฉันจะรักเธอต่อไปอย่างไม่มีข้อแม้ใดๆ

สะกดคำว่า ‘กลัว’ ไม่เป็นอีกแล้ว [ท่อนนี้จะสอดคล้องกับประโยคแรกของเพลง ‘Oh no, did I get too close?

’ ซึ่งสะท้อนให้เห็นความกลัวของเธอ แต่บัดนี้...]

ปล่อยวางและปล่อยใจให้เป็นอิสระ [...ความรักและการยอมรับของเธอได้ทำลายมันลงหมดแล้ว การปล่อยวางอดีตหรือสิ่งเลวร้อยต่างๆ ล้วนทำให้ใจสงบและเป็นอิสระ เธอจึงกล้าที่จะเริ่มต้นรักครั้งใหม่ครั้งนี้]

ฉันจะรักเธอต่อไปโดยปราศจากเงื่อนไขใดๆ

 

So come just as you are to me

Don't need apologies

Know that you are all worthy

I'll take your bad days with your good

Walk through the storm I would

I do it all because I love you

I love you

ขอให้เธอเป็นอย่างที่เธอเป็น [ไม่จำเป็นต้องแสร้งทำเป็นดี ไม่จำเป็นต้องทำตัวให้ควรค่า ไม่จำเป็นต้องถ่อมตัว ไม่จำเป็นต้องโกหกหลอกกัน เพื่อความรักครั้งนี้ เพราะเธอรับได้ทุกอย่าง] [

คำว่า ‘ขอโทษ’ นั้นไม่จำเป็น [สิ่งที่เป็นหรือทำลงไปแล้วไม่ดีก็ไม่จำเป็นต้องขอโทษ ไม่มีใครเกิดมาสมบูรณ์แบบ และทุกคนล้วนทำผิดพลาดกันได้ทั้งนั้น]

ขอให้เธอรู้เอาไว้เธอก็ควรค่าในสิ่งที่เธอเป็น

ฉันจะร่วมทุกข์และร่วมสุขกับไปเธอ

ถึงต่อให้ต้องเดินฝ่าพายุไป ฉันก็ยอม

ฉันทำได้ทุกสิ่งก็เพราะฉันรักเธอ

ฉันรักเธอ

 

Unconditional, unconditionally

I will love you unconditionally

There is no fear now

Let go and just be free

I will love you unconditionally

ไม่มีข้อแม้ ไร้ซึ่งเงื่อนไข

ฉันจะรักเธอต่อไปอย่างไม่มีข้อแม้ใดๆ

สะกดคำว่า ‘กลัว’ ไม่เป็นอีกแล้ว

ปล่อยวางและปล่อยใจให้เป็นอิสระ

ฉันจะรักเธอต่อไปโดยปราศจากเงื่อนไขใดๆ

 

So open up your heart and just let it begin

Open up your heart and just let it begin

Open up your heart and just let it begin

Open up your heart

ขอให้เธอเปิดใจแล้วเริ่มเดินไปด้วยกัน

ขอให้เธอเปิดใจแล้วให้รักไปตามทางของมัน

ขอให้เธอเปิดใจแล้วรักกันและกัน

จงเปิดใจของเธอ [ส่วนนี้ทั้งหมดสอดคล้องกับประโยคแรงของเพลง ‘Oh no, did I get too close?’ เมื่อปล่อยวางและเปิดใจ ตัดความกังวลและหวาดกลัวทิ้งไป ก็จะพร้อมสำหรับการเริ่มต้นใหม่ ไม่ใช่แค่เรื่องความรัก แต่เป็นเรื่องอื่นๆ ด้วยเช่นกัน]

 

Acceptance is the key to be

To be truly free

Will you do the same for me?

การยอมรับกับสิ่งที่เป็นคือการปล่อยวางที่ดีที่สุด

เพื่อการเป็นอิสระอย่างแท้จริง

แล้วเธอล่ะ พร้อมที่จะทำเหมือนฉันไหม?

 

Unconditional, unconditionally

I will love you unconditionally

And there is no fear now

Let go and just be free

'Cause I will love you unconditionally (oh yeah)

ไม่มีข้อแม้ ไร้ซึ่งเงื่อนไข

ฉันจะรักเธอต่อไปอย่างไม่มีข้อแม้ใดๆ

สะกดคำว่า ‘กลัว’ ไม่เป็นอีกแล้ว

ปล่อยวางและปล่อยใจให้เป็นอิสระ

ฉันจะรักเธอต่อไปโดยปราศจากเงื่อนไขใดๆ

 

I will love you

I will love you

I will love you unconditionally

so i will love you unconditionally

ฉันจะรักเธอ

ฉันจะรักเธอ

ฉันจะรักเธออย่างไม่มีข้อแม้

และฉันจะรักเธอโดยปราศจากเงื่อนไขใดๆ

 

 

***Open for Comments and Suggestions***

 


แหล่งข้อมูลประกอบบทแปล

http://www.dailymail.co.uk

http://www.rollingstone.com

http://www.fuse.tv

http://www.mtv.com

http://www.billboard.com

http://buzzworthy.mtv.com

http://english.stackexchange.com

http://yahoo.com

http://www.katyperry.com/

www.thrilla.info

http://www.kickkicksnare.com/

 

 

บทแปลเพลงอื่นๆ ของ Katy Perry โดย Lyrics on Top

บทแปลเพลง Roar ของ Katy Perry

 

บทแปลเพลง Wide Awake ของ Katy Perry


 

 

Wrecking Ball

ลูกตุ้มเหล็ก

 

We clawed, we chained, our hearts in vain

We jumped, never asking why

We kissed, I fell under your spell

A love no one could deny

มือเราเกาะเกี่ยวกันแน่น ผูกสัมพันธ์กันไม่อาจคลาย เราต่างฟังแต่เสียงหัวใจตัวเอง [เธออธิบายถึงความของเธอกับคู่รักว่าแต่ก่อน ทั้ง 2 รักกันมากจนไม่สามารถแยกออกจากันได้ claw คือจับ เกาะ หรือจิกกันแน่น สื่อว่าทางกาย ทั้งคู่ไม่สามารถแยกหรืออยู่ห่างกันได้เลย chain คือการผูกกันไว้ สื่อถึงจากจิตใจ ทั้งคู่สื่อใจถึงใจเช่นกัน ส่วน in vain มี 2 ความหมาย ความหมายแรกคือทำไปโดยเปล่าประโยชน์ เช่น ‘We did it in vain.’ แปลว่า ‘ที่เราทำลงไปมันเปล่าประโยชน์’ ส่วนอีกความหมายหนึ่งเป็นความหมายที่ตรงกับเพลง ก็คือ การทำอะไรที่คำนึงถึงแต่ตัวเอง ไม่สนใจอย่างอื่น ดังนั้น ‘Our hearts in vain’ หมายถึง ‘The hearts want what the hearts want.’ แปลว่า ‘หัวใจต้องการสิ่งที่หัวใจต้องการ’]

เราสองจับมือลุยไปด้วยกัน ไม่เคยนึกถึงว่าทำลงไปเพราะอะไร [เธออธิบายถึงความเชื่อใจและศรัทธาที่ทั้งคู่เคยมีให้กันและกัน ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นจะไม่ทิ้งกันไปไหน ‘We Jumped’ ได้มาจากประโยคคุ้นหูในภาพยนตร์เรื่อง Titanic ที่ Jack พูดกับ Rose ตอนที่ Rose กำลังจะกระโดดลงจากเรือเพื่อฆ่าตัวตาย ที่ว่า ‘If you let go, I have to jump in after you.’ แปลว่า ‘ถ้าคุณปล่อยมือ ผมก็ต้องกระโดดตามคุณไป’ และในตอนที่ Jack คุยกับ Rose ในเรือเพื่อพยายามช่วยปลอบเธอ ‘You jump, I jump. Remember?’ แสดงให้เห็นว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับ Rose ตอนนี้ Jack มีส่วนรู้ส่วนเกี่ยวข้องด้วยแล้ว และเขาจะไม่ทิ้งเธอไปไหน และในตอนที่เรากำลังจะจม Rose พูดกับ Jack ว่า ‘You jump, I jump. Right?’ อีกเช่นกัน]

 

 

เมื่อริมฝีปากของเราประกบกัน ฉันรู้สึกราวกับตกอยู่ใต้มนต์สะกดของเธอ

นั่นคือ ความรัก ที่ไร้ข้อกังขา [เธอตกหลุมรักเขาอย่างมาก และเขาก็ตกหลุมรักเธอเช่นกัน]

 

Don't you ever say I just walked away

I will always want you

I can't live a lie, running for my life

I will always want you

อย่ามาบอกว่าฉันเป็นคนเดินจากไปเอง [ท่อนนี้แสดงให้เห็นว่า ความรักที่มีปัญหาส่วนหนึ่งเกิดจากทั้งคู่ไม่ได้คุยหรือพยายามจะแก้ไขอะไรเท่าที่ควร ปล่อยให้มันเป็นไปและคิดไปเอง...]

เพราะฉันอยากอยู่กับเธอเสมอ [...เพราะให้ตายยังไงเธอก็ไม่มีทางไปจากเขา จะมาบอกว่าเธอเป็นคนหายไปเองได้ยังไง]

ฉันคงโกหกตัวเองเพื่อจะใช้ชีวิตที่เหลือต่อไปไม่ได้ [เธอกำลังบอกว่า เธอคงทำใจลืมอดีตไปไม่ได้ จะให้ลืมว่าไม่รักเธอแล้ว ไม่ต้องการเธอแล้ว และใช้ชีวิตเพื่อวันที่สดใสข้างหน้าอย่างที่คู่ร้างอื่นๆ เค้าทำกันไม่ได้หรอก]

เพราะชีวิตนี้ฉันต้องการเธอเสมอ

 

I came in like a wrecking ball

I never hit so hard in love

All I wanted was to break your walls

All you ever did was wreck me

Yeah, you, you wreck me

ฉันเหวี่ยงเข้ามาเหมือนกับลูกตุ้มเหล็ก [สิ่งที่เธอทำเพื่อรั้งเขาไว้ทำให้เขาช็อค อาจเพราะรุนแรงมากจนเขารับไม่ทัน]

เพราะฉันไม่เคยตกหลุมรักใครได้มากขนาดนี้ [ยิ่งรักมาก ก็อาจใช้ความรักทำร้ายกันมากยิ่งขึ้น]

 


ที่ฉันต้องการทั้งหมดคือทำลายปราการด่านใจของเธอ [ที่ใช้คำว่า walls หมายถึง กำแพงของหัวใจที่มี 4 ด้าน เพราะฉะนั้นการทำร้ายรุนแรงของเธอครั้งนี้ไม่ใช่ตบตีแน่นอน แต่เป็นการทำร้ายจิตใจและความรู้สึกกัน]

แต่เท่าที่เธอตอกกลับมานั้นมันทำร้ายฉัน

ใช่ เธอนั่นแหละเป็นคนที่ทำร้ายฉัน

 

I put you high up in the sky

And now, you're not coming down

It slowly turned, you let me burn

And now, we're ashes on the ground

ฉันเทิดทูลให้เธอเป็นดั่งดาวประดับฟ้า [เธอรักเข้ามากมายเหลือเกิน]

แต่ตอนนี้ เธอกลับไม่ยอมหวนกลับลงมา [แต่อาจจะรักมากจนทำให้เขารู้สึกว่าเธอเปลี่ยนไป จึงทำให้ความรู้สึกของเขาที่มีต่อเธอไม่เหมือนเดิม]

มันค่อยๆ กลับกลายเป็นว่าเธอปล่อยให้ฉันถูกแผดเผา [เมื่อความสัมพันธ์เปลี่ยนไป เธอจึงเป็นฝ่ายที่เสียใจมากทีสุด ในขณะที่เขาก็ช่วยอะไรเธอไม่ได้]

และในตอนนี้ เราทั้งสองต่างก็ไหม้กลายเป็นเถ้าถ่าน [เมื่อความสัมพันธ์มันถูกเผาจนเป็นผุยผง ต่อให้มีความรู้สึกดีๆ ให้กันอีกกี่ครั้ง ให้ตายยังไงไฟรักก็คงจุดขี้เถ้าไม่ติดไฟได้หรอก]

 

Don't you ever say I just walked away

I will always want you

I can't live a lie, running for my life

I will always want you

อย่ามาบอกว่าฉันเป็นคนเดินจากไปเอง

เพราะฉันอยากอยู่กับเธอเสมอ

ฉันคงโกหกตัวเองเพื่อจะใช้ชีวิตที่เหลือต่อไปไม่ได้

เพราะชีวิตนี้ฉันต้องการเธอเสมอ

 

 

I came in like a wrecking ball

I never hit so hard in love

All I wanted was to break your walls

All you ever did was wreck me

ฉันเหวี่ยงเข้ามาเหมือนกับลูกตุ้มเหล็ก

เพราะฉันไม่เคยตกหลุมรักใครได้มากขนาดนี้

ที่ฉันต้องการทั้งหมดคือทำลายปราการด่านใจของเธอ

แต่เท่าที่เธอตอกกลับมานั้นมันทำร้ายฉัน

 

I came in like a wrecking ball

Yeah, I just closed my eyes and swung

Left me crashing in a blazing fall

All you ever did was wreck me

Yeah, you, you wreck me

ฉันเหวี่ยงเข้ามาเหมือนกับลูกตุ้มเหล็ก

หลับตาทั้งคู่ของฉันแล้วแกว่งต่อไป

แต่คุณกลับปล่อยให้ฉันกระแทกแตกหล่น ถูกแผดเผา [3 ท่อนนี้กำลังบอกว่า สิ่งที่เธอทำเพื่อทำให้เขารักเธอ แต่จริงๆ มันคือการทำร้ายจิตใจของเขานั้น มันกลับมาทำร้ายเธอเอง หากลูกตุ้มเหล็กเข้ากระแทกกับผนังหนาๆ กำแพงก็จะพังทลายลง ส่วนลูกตุ้มก็จะถูกกระแทกเหวี่ยงไปมาเช่นกัน เธอกำลังอธิบายถึงสภาพในจิตใจของเขาและเธอ ที่ต่างก็ถูกทำร้ายสาหัสเช่นกัน จะให้ทำอย่างไรก็ไม่มีอะไรดีขึ้นมา]

 


 

ที่เธอทำมากทั้งหมดมันทำร้ายฉัน

ใช่ เธอนั่นแหละเป็นคนที่ทำร้ายฉัน

 

I never meant to start a war

I just wanted you to let me in

And instead of using force

I guess I should've let you win

I never meant to start a war

I just wanted you to let me in

I guess I should've let you win

ฉันไม่ได้ตั้งใจจะเปลี่ยนจากรักให้กลายเป็นรบ

ฉันก็เพียงแค่อยากให้เธอเปิดรับฉันเข้าไปในใจ

เท่าที่ฉันคิดได้... ฉันไม่น่าใช้กำลังกับเธอ

น่าจะปล่อยให้เธอเป็นฝ่ายชนะดีกว่า [ทั้งหมดนี้ เธอเพิ่งคิดได้ว่า สิ่งที่เธอทำไม่ได้ทำให้ความรักนี้ดียิ่งขึ้น ไม่ได้ทำให้เขารักเธอเหมือนเดิม แต่ทำให้ทั้งคู่เจ็บช้ำอาจถึงขั้นเกลียดกันไปเลย ถ้ารู้ว่าเธอต้องพ่ายแพ้อยู่ดี เธอคงขอขอมแพ้ดีกว่า เชื่อมโยงกับประโยคที่ว่า ‘Yeah, I just closed my eyes and swung’ เธอหลับตา ไม่ขอดูว่าอะไรจะเกิดขึ้น ใครจะเจ็บบ้าง แต่ตอนนี้เธอมองเห็นแล้วว่าทุกคนต้องเจ็บ ถึงค่อยคิดได้ว่าไม่น่าทำ]

 

 

ฉันไม่ได้ตั้งใจจะเปลี่ยนจากรักให้กลายเป็นรบ

ฉันเพียงแค่อยากให้เธอมีฉันในหัวใจ

ฉันว่าฉันน่าจะเป็นฝ่ายยอมแพ้ดีกว่า

 

Don't you ever say I just walked away

I will always want you

อย่ามาบอกว่าฉันเป็นคนเดินจากไปเอง

เพราะฉันอยากอยู่กับเธอเสมอ

 

I came in like a wrecking ball

I never hit so hard in love

All I wanted was to break your walls

All you ever did was wreck me

ฉันเหวี่ยงเข้ามาเหมือนกับลูกตุ้มเหล็ก

เพราะฉันไม่เคยตกหลุมรักใครได้มากขนาดนี้

ที่ฉันต้องการทั้งหมดคือทำลายปราการด่านใจของเธอ

แต่เท่าที่เธอตอกกลับมานั้นมันทำร้ายฉัน

 

I came in like a wrecking ball

Yeah, I just closed my eyes and swung

Left me crashing in a blazing fall

All you ever did was wreck me

Yeah, you, you wreck me

Yeah, you, you wreck me

ฉันเหวี่ยงเข้ามาเหมือนกับลูกตุ้มเหล็ก

หลับตาทั้งคู่ของฉันแล้วแกว่งต่อไป

แต่คุณกลับปล่อยให้ฉันกระแทกแตกหล่น ถูกแผดเผา

ที่เธอทำมากทั้งหมดมันทำร้ายฉัน

ใช่ เธอนั่นแหละเป็นคนที่ทำร้ายฉัน

เธอทำร้ายฉัน

 

***Open for Comments and Suggestions***

 

แหล่งข้อมูลประกอบบทแปล

 

http://www.imsdb.com

http://www.pages.drexel.edu

http://www.youtube.com

http://answers.yahoo.com

http://www.wetpaint.com

http://www.sugarscape.com

http://www.nydailynews.com